กระเป๋าแฮนด์เมดก๋ากั่นที่มีแค่อย่างละใบในโลก

455 views

ภาพจำของกระติ๊บที่เราคุ้นตากันคืองานจักสานใส่ข้าวเหนียว และมีเพียงสีเดียวคือสีน้ำตาลอ่อนๆ ของไม้ไผ่อันเป็นวัสดุที่ใช้ทำ

ภาพจำนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นกระเป๋ากระติ๊บหลากสีสันเปรี้ยวจี๊ด บุด้านในด้วยผ้าไหมผืนงามจากภาคเหนือและอีสาน ฝีมือ จูโน่-เบญญาภา เจนเสน เจ้าของแบรนด์ Juno Janssen ที่พลิกโฉมเดิมๆ ของหัตถกรรมไทยไปสู่งานศิลปะวัยรุ่นสุดมัน

 

“แรดและกระแดะมากเลย”

จูโน่นิยามกระเป๋าของเธอพร้อมเสียงหัวเราะสดใส สาวเชียงใหม่สวมใส่ผ้าคาดอกแบบภาคเหนือ ทับด้วยกั๊กผ้าฝ้ายแขนกุด ประดับด้วยต่างหูที่เธอลงมือทำเอง เบื้องหน้าเป็นสารพัดผลงานที่เธอพามาอวดโฉม ทั้งกระเป๋าผ้าคาดเอวประดับประดาด้วยลูกปัดหลากสีสัน บรรดากระเป๋ากระติ๊บอันโด่งดัง นำทีมโดยกระติ๊บประดับขนปุกปุยสีชมพูอ่อนที่เก๋ฉีกกรอบ

มือข้างหนึ่งของเธอจับลงบนกระเป๋าใบโปรด ก่อนที่จะเอ่ยปากเล่าเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์แฮนด์เมดที่นำงานถักทอและของใช้ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสร้างสรรค์กระเป๋าที่ไม่ซ้ำกันสักใบเดียว
จากเซรามิก จิวเวลรี่ สู่กระเป๋าจัดจ้าน
เด็กหญิงจูโน่ลืมตาขึ้นมาในครอบครัวที่ทำโรงงานและโชว์รูมเซรามิกในเชียงใหม่

จูโน่คลุกคลีกับศิลปะตั้งแต่จำความได้ ชีวิตวัยเด็กของเธอมีแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อ อดีตนักเรียนศิลปะผู้สอนทักษะการปั้น เพนต์ และวิธีการสร้างสรรค์ศิลปะให้เธอ จูโน่ไม่ใช่เด็กที่แอบซ่อนทำงานเงียบๆ อยู่หลังบ้าน แต่เป็นเด็กที่ออกไปพูดคุยกับลูกค้าที่ต้องการซื้อเครื่องเซรามิกและเบญจรงค์ และทำงานศิลปะเล็กๆ น้อยๆ วางขาย นอกจากนั้น เธอยังซึมซับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ทุกวันศุกร์เด็กหญิงจูโน่จะใส่ผ้าพื้นเมืองและเต้นรำตามจังหวะดนตรีล้านนา

“พอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ได้เรียนศิลปะครึ่งวันที่เชียงใหม่ด้วย สมัยเด็กๆ เราเน้นไปทางวาดรูป ชอบใช้สีชอล์กมาก แต่พอเข้าโรงเรียนก็ได้รู้จักกับงานคราฟต์ เพราะที่โรงเรียนมีการสอนงานคราฟต์เยอะ แล้วเราเองก็สนุกไปกับมัน”

งานอดิเรกของจูโน่วัยจิ๋วคือการทำเครื่องประดับใส่เอง จากทั้งดิน ลูกปัด ไปจนถึงลูกปัดเปเปอร์มาเช่ แพสชันของเธอกับของใช้ประดับร่างกายคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Juno Janssen ซึ่งถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2015 ในฐานะแบรนด์เครื่องประดับ

“เราชอบเครื่องประดับมาก เพราะชอบสีสัน ด้วยความที่ไม่ชอบแต่งหน้าทำผม เราจึงมีเครื่องประดับมาเป็นสิ่งเพิ่มสีสันให้ตัวเรา ทั้งสร้อย ทั้งต่างหู ที่มีความเยอะ”

จูโน่ใช้เทคนิคมากมายในการสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งการขุด ชุบ เชื่อม ไปจนถึงการลงยาสีเครื่องประดับ โดยเน้นความเป็นไทยและการใช้ลูกปัดหิน เธอนำสัญลักษณ์มงคลของไทยอย่างปลาทอง ปลาตะเพียน และดอกบัว มาใช้ เริ่มจากออกงานครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิด และจัดโชว์เคสที่งาน Chiangmai Design Week ขยายไปสู่แรงบันดาลใจแปลกใหม่อย่างตึกร้างในกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นเครื่องประดับทองเหลืองอลังการใน Bangkok Design Week เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ศิลปินสาวเริ่มต้นออกจากกรอบของเครื่องประดับ ค่อยๆ ขยายขนาดของชิ้นเล็กๆ กลายเป็นกระเป๋าสีสันสดใสจัดจ้านที่ลูกค้าตกหลุมรัก

วัฒนธรรมใส่เครื่องเทศ
คอนเซปต์ของแบรนด์ในสายตาจูโน่ คือโจทย์ที่ตั้งต้นมาจากคำว่าความเป็นไทย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป จูโน่ได้ตกตะกอนความคิด และรู้สึกว่าแท้จริงแล้ว…ไม่มีอะไรเป็นไทยแท้

“เราใช้วัฒนธรรมร่วมกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด จากอินเดีย สู่พม่า ลาว ทั้งความเชื่อ ภาษา แม้แต่อาหาร ภาชนะ ทุกอย่างปนเปกันไปหมด ตัวเราก็ไม่ใช่คนเชียงใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณยายเราคนอีสาน ตาคนเชียงใหม่ ปู่คนเชียงราย ย่าคนกรุงเทพฯ วัฒนธรรมตอนไปอยู่บ้านของผู้ใหญ่แต่ละบ้านก็สะเปะสะปะหลากหลาย เพราะฉะนั้น งานเราจึงไม่ใช่ความเป็นไทยอย่างเดียว แต่เป็นงานที่มีความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

สิ่งที่ทำให้จูโน่ตกหลุมรักอาเซียน คือวัฒนธรรมที่เธอมองว่ามีเครื่องเทศเป็นส่วนผสม ผสานด้วยความสนุกสนานของประเพณี เสริมความน่ารักด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตร
 

“ก่อนหน้านี้เราเอาลูกปัดอัฟกานิสถานมาตกแต่งกระเป๋า หรือสร้างเป็นกระเป๋าใหม่ระหว่างที่รู้สึกว่ายังหาตัวเองไม่เจอ”

ลายลูกปัดอัฟกันบนกระเป๋าของจูโน่จึงถูกแยกออกมาจากงานอื่นๆ และเป็นข้อยกเว้นที่เธอยังคงไว้ เพราะสำหรับจูโน่ ลายอัฟกันฯ มีสีสันจัดจ้านที่เธอชอบและบรรจุเรื่องราวเอาไว้มากมาย ลูกปัดที่เรียงร้อยต่อกันแต่ละชิ้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 – 50 ปี และมีความใกล้เคียงกับงานมโนราห์ในภาคใต้ ดังนั้น ต่อไปงานลูกปัดของจูโน่อาจแปรเปลี่ยนเป็นใช้ลูกปัดจากทางใต้มาสร้างสรรค์แทน

จูโน่ไม่ยึดติดกับความเป็นไทยหรือล้านนา เพราะเธอเชื่อว่าหากเรายึดติดกับขอบเขตพื้นที่วันหนึ่งงานจะตันและวนซ้ำกลับมาสู่แบบเดิม ดังนั้น การเดินทางภายใต้คอนเซปต์วัฒนธรรมใส่เครื่องเทศเอเชียจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุดในตอนนี้


กระเป๋า-เดินทาง

กระเป๋ากระติ๊บ คือผลงานโดดเด่นของจูโน่ที่ลูกค้าถามหามากที่สุด แม้เพิ่งเริ่มต้นทำเพียงปีสองปีเท่านั้น

“ตอนแรกที่ทำเพราะอยากจะหลุดออกจากงานเดิมเราเลยลองคิดไปถึงอะไรที่มันใกล้ตัว และยังไม่มีใครทำ เราเลยไปเจอกระติ๊บสีที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งทำเลยลองติดต่อไป”

จูโน่เดินทางไปหาชาวบ้านในพื้นที่ เธอขอให้ช่างท้องถิ่นปรับสีและลายตามที่ต้องการ บนพื้นฐานของกระติ๊บที่พวกเขาถนัด ตัวกระติ๊บสานทับด้วยเชือกไนลอน ที่ใช้ทำแหตกปลา เบ็ด เปล กระชังปลา และสารพัดของใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น เธอยังตะลอนไปเก็บวัตถุดิบอีสาน และไปดูเตยปาหนันจากภาคใต้เพื่อหาทางใช้งานพืชเหนียวทนนี้อย่างทันสมัยมากที่สุด

การเดินทางของจูโน่ทำให้กระเป๋าของเธอบรรจุเรื่องราวพื้นถิ่นจากหลากหลายที่และหลากวัสดุ ตั้งแต่กกทอเสื่อ คอเสื้อกะเหรี่ยง ผ้าไหม ไปจนถึงสิ่งสังเคราะห์อย่างเรซิ่น ความฉูดฉาดที่เจ้าตัวนิยามว่า ‘ดัดจริต’ มีความคราฟต์บ้านๆ แฝงอยู่ทุกใบ

เสน่ห์ของความ ‘บ้านๆ’ คือการทำอะไรง่ายๆ และทุกความงดงามจะเกิดขึ้นจากชีวิตประจำวัน

“บ้านสามีเรียกเราว่า Jungle Lady เพราะในขณะที่เราใส่บูตส้นสูงไปงาน กลับบ้านก็ปีนต้นไม้ เดินเท้าเปล่า ฟังเพลงภาษาอังกฤษเสร็จก็ไปฟังหมอลำ ถ้าเป็นดนตรีสดชอบบลู แจ๊ส โฟล์ก แต่ก็ชอบดูคนเล่นเพลงไทยเดิม”

“ความพื้นบ้านอยู่ในชีวิตเรามาตลอด เราจะไม่ลืมกำพืดของเรา และไม่อยากให้คนลืมความเป็นพื้นบ้าน” จูโน่กล่าวอย่างมุ่งมั่น

Back to the Future

งานของจูโน่ปรากฏอยู่บนหน้าร้านออนไลน์ ตามโรงแรมทั้งเชียงใหม่และภูเก็ต ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ และไปไกลถึงมหานครนิวยอร์ก แม้จะยังไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่เธอตั้งใจว่าวันหนึ่งจะทำให้แบรนด์ติดตลาดต่างชาติให้ได้

ในอนาคตจูโน่อยากผลิตกระเป๋าที่เน้นวัสดุธรรมชาติมากขึ้น และ Exclusive มากกว่าเดิม โดยสินค้าทั้งหมดผลิตจากเต็นท์กลางสวน ณ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้พลังงานสะอาดกับจักรเย็บผ้าของเธอ หญิงสาวตั้งใจเปลี่ยนบ้านชั่วคราวนี้ให้กลายเป็นหน้าร้านของแบรนด์ Juno Janssen ในอนาคต

จากวันแรกที่เริ่มต้นแบรนด์ Juno Janssen เปลี่ยนไปมากแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ถึงจะปรับเปลี่ยนอีกแค่ไหน ศิลปินสาวยังยึดมั่นการนำเสนอตัวตนของเธออย่างเต็มที่ควบคู่กับความเป็นพื้นบ้าน

“ถ้าอยากได้กระเป๋าผ้าไหมสวยๆ มีตัวเลือกอื่น แต่ถ้าอยากได้กระเป๋าดัดจริตที่มีความคราฟต์ มาหาเราได้เสมอ”



ขอบคุณที่มา : 
thecloud